search
   ท่องเที่ยวสุขใจ พาแม่ไปเที่ยว ...กิจกรรมวันแม่ ลุ้นรับของรางวัลมากมาย เริ่มแล้ววันนี้ - 23 สิงหาคม 2553 ดูรายละเอียด  
สตูล-เมืองธรรมชาติบริสุทธิ์
911
02/10/2009

 

 


โปรแกรมทัวร์ ที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

 

ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดสตูล

 

หลีเป๊ะ,สตูล
                                                                                                                                                       จ.สตูล สตูล
คำขวัญประจำจังหวัดสตูล

สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์

ตราประจำจังหวัดสตูล

รูปพระสมุทรเทวาสถิตอยู่บนแท่นหินกลางทะเล เบื้องหลังมีรัศมีพระอาทิตย์

 

อัสดง พระสมุทรเทวา คือ เทวดาผู้ปกป้องรักษามหาสมุทร บัลลังค์หิน

 

คือ วิมารของเทวดาพระอาทิตย์อัสดง คือ ฝั่งทะเลตะวันตก หรือมหาสมุทร

 

อินเดียนั่นเอง

ต้นไม้ประจำจังหวัดสตูล

ต้นหมากพลูตั๊กแตน

ดอกไม้ประจำจังหวัดสตูล

ดอกกาหลง

ดอกกาหลง,ดอกไม้ประจำจังหวัดสตูล
ดอกกาหลง สตูล
ตราประจำจังหวัดสตูล
ตราประจำจังหวัด สตูล
ประวัติจังหวัดสตูล     
           ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูลในสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา และในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ ณ ที่ใดสันนิษฐานว่าในสมัยนั้น ไม่มีเมืองสตูล คงมีแต่หมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบชายฝั่งทะเลในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์สตูลเป็นเพียงตำบลหนึ่งอยู่ในเขตเมืองไทรบุรี ฉะนั้นประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูล จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเมืองไทรบุรี ดังปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ว่า "ตามเนื้อความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว ทำให้เห็นว่าในเวลานั้น พวกเมืองไทรเห็นจะแตกแยกกันเป็นสองพวก คือ พวกเจ้าพระยาไทรปะแงรันพวกหนึ่ง และพวกพระยาอภัยนุราชคงจะนบน้อม ฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภัยนุราชได้มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ซึ่งเขตแดนติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราช พวกเมืองสตูลคงจะมาฟังบังคับบัญชาสนิทสนมข้างเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทร แต่พระยาอภัยนุราชว่าราชการเมืองสตูลได้เพียง ๒ ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม ผู้ใดจะได้ว่าราชการเมืองสตูล ต่อมาในชั้นนั้นหาพบจดหมายเหตุไม่ แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เข้าใจว่าเชื้อพระวงศ์ของพระอภัยนุราช (ปัศนู) คงจะได้ว่าราชการเมืองสตูลและฟังบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างครั้งพระยาอภัยนุราชหรือยิ่งกว่านั้น"
          เรื่องเกี่ยวกับเมืองสตูลยังปรากฎในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่ข้อความที่ปรากฎบางตอนเกี่ยวกับชื่อผู้ว่าราชการเมืองสตูล ไม่ตรงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓ ประวัติเกี่ยวกับเมืองสตูลในการจัดรูปแบบการปกครองเมือง ตามระบอบมณฑลเทศาภิบาลว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รักษาเมืองไทรบรีเมืองเปอร์ลิส และเมืองสตูลเป็นมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า "มณฑลไทรบุรี" โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาไทรบุรีรามภักดี เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิต) เป็นข้าราชการเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี เมืองสตูลได้แยกจากเมืองไทรบุรีอย่างเด็ดขาด ตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษเรื่องปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับสหพันธรัฐมาลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพฯ
          เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ร.ศ.๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๒) จากหนังสือสัญญานี้ยังผลให้ไทรบุรีและปลิสตกเป็นของ อังกฤษ ส่วนสตูลคงเป็นของไทยสืบมาจนถึงปัจจุบันเมื่อปักปันเขตแดนเสร็จแล้ว ได้มีพระราชโองการโปรด ให้เมืองสตูลเป็นเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลภูเก็ตเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๓)ในปี พุทธศักราช ๒๔๗๕ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยเมืองสตูลก็มีฐานะยก เป็นจังหวัดหนึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทยสืบต่อมาจนถึงกระทั่งทุกวันนี้คำว่า"สตูล" มาจากคำภาษามาลายู ว่า "สโตย" แปลว่ากระท้อน อันเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ชุกชุมในท้องที่เมืองนี้ ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งสมนามเป็นภาษามาลายูว่า "นครสโตยมำบังสการา (Negeri Setoi Mumbang Segara) " หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า สตูล เมืองแห่งพระสมุทรเทวา  ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา" จึงกลายเป็นตราหรือ สัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลมาตราบเท่าทุกวันนี้  
          จังหวัดสตูล แม้จะอยู่รวมกับไทรบุรีในระยะเริ่มแรกก็ตาม แต่จังหวัดสตูลก็เป็นจังหวัดที่มีดินแดน รวมอยู่ในประเทศไทยตลอดมา ระยะแรก ๆ จังหวัดสตูล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒ อำเภอ กับ ๑ กิ่ง อำเภอ คือ อำเภอมำบัง อำเภอทุ่งหว้า และกิ่งอำเภอละงู ซึ่งอยู่ในการปกครองของอำเภอทุ่งหว้า ต่อมาปี  พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอมำบังเป็นอำเภอเมืองสตูล สำหรับอำเภอทุ่งหว้า ซึ่งในสมัยก่อนนั้น เจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือกลไฟจากต่างประเทศติดต่อ ไปมาค้าขายและรับส่งสินค้าเป็นประจำ สินค้าสำคัญ ของอำเภอทุ่งหว้า คือ "พริกไทย" เป็นที่รู้จักเรียกตามกันในหมู่ชาวต่างประเทศว่า"อำเภอสุไหวอุเป " ต่อมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๗ การปลูกพริกไทยของอำเภอทุ่งหว้าได้ลดปริมาณลง ชาวต่างประเทศที่เข้ามา ทำการค้าขายต่างพากันอพยพกลับไปยังต่างประเทศ ราษฎรในท้องที่ก็พากันอพยพไปหาทำเลทำมาหากิน ในท้องที่อื่นกันมาก โดยเฉพาะได้ย้ายไปตั้งหลักแหล่งที่กิ่งอำเภอละงูมากขึ้น ทำให้ท้องที่กิ่งอำเภอละงู เจริญขึ้นอย่างรวมเร็ว และในทางกลับกัน ทำให้อำเภอทุ่งหว้าซบเซาลงครั้งถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ ทางราชการ พิจารณาเห็นว่ากิ่งอำเภอละงูเจริญขึ้น มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าอำเภอทุ่งหว้า จึงได้ประกาศยก ฐานกิ่งอำเภอละงูเป็นอำเภอ เรียกว่า อำเภอละงู และยุบอำเภอทุ่งหว้าเดิมเป็นกิ่งอำเภอทุ่งหว้า เรียกว่า กิ่ง อำเภอทุ่งหว้า ขึ้นอยู่ในการปกครองของอำเภอละงู ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ กิ่งอำเภอทุ่งหว้าจึงได้รับ สถานะเดิมกลับคืนมาเป็นอำเภอทุ่งหว้า 
 ปัจจุบันจังหวัดสตูล แบ่งการปกครองออกเป็น ๖ อำเภอ ๑ กิ่งอำเภอ คือ
๑. อำเภอเมือง
สตูล
๒. อำเภอละงู
๓. อำเภอควนกาหลง
๔. อำเภอทุ่งหว้า
๕. อำเภอควนโดน
๖. อำเภอท่าแพ
๗. อำเภอมะนัง
 
ขนาดและที่ตั้ง
จังหวัดสตูล  เป็นจังหวัดสุดเขตแดนใต้ของประเทศไทยทางชายฝั่งทะเลอันดามัน   ซึ่งเป็นชายฝั่งทะเล ทางด้าน ตะวันตกอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่   6   องศา 4 ลิปดา     และ 7 องศา 2 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 99   องศา 5 ลิปดา และ 100 องศา 3 ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางรถยนต์ 973  กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2,807.522 ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับ 1,754,701 ไร่ พื้นที่ส่วนที่เป็นเกาะ ประมาณ 105 เกาะ มีชายฝั่งทะเลยาว 144.80 กิโลเมตร
 
จังหวัดสตูล มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้   
ทิศเหนือ  ติดอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง และอำเภอปะเหลียนจังหวัดตรัง
ทิศตะวันออก ติดอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย
ทิศใต้  ติดรัฐเปอร์ลิสและรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย 
ทิศตะวันตก ติดทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย
 โดยพื้นที่บนบกมีเทือกเขาบรรทัดและสันกาลาคีรีเป็นเส้นกั้นอาณาเขต ระหว่างจังหวัดสตูลกับจังหวัดอื่นๆ  และประเทศมาเลเซีย
  
ภูมิประเทศและภูมิอากาศของจังหวัดสตูล
ภูมิประเทศ
          พื้นที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นเนินเขาและภูเขาสูง โดยมีเทือกเขาสำคัญ ๆ คือ ภูเขาสันกา ลาคีรี พื้นที่ค่อยๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลด้านตะวันตก และทิศใต้มีที่ราบแคบๆ ขนานไปกับชายฝั่งทะเล ถัด จากที่ราบลงไปเป็นป่าชายเลน น้ำเค็มขึ้นถึง มีป่าแสมหรือป่าโกงกางอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดที่มีลำน้ำสายสั้นๆ ไหลผ่านซึ่งเกิดจากภูเขาโดยรอบ พื้นที่ทางตอนเหนือ และทิศ ตะวันออกของจังหวัด ประกอบด้วยภูเขามากมายสลับซับซ้อนโดยมีทิวเขานครศรีธรรมราชแบ่งเขตจังหวัดสตูลกับจังหวัดสงขลา และทิวเขาสันกาลาคีรีแบ่งเขตประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย นอกจากนั้น ยังมี ภูเขาน้อยใหญ่อยู่กระจัดกระจายในตอนล่างและชายฝั่งตะวันตกภูเขาที่สำคัญได้แก่ เขาจีน เขาบารัง เขา หัวกาหมิง เขาใหญ่ เขาทะนาน เขาควนกาหลง และเขาโต๊ะพญาวัง
 
ทะเลบัน,สตูล
ทะเลบัน สตูล
หลีเป๊ะ,สตูล
หลีเป๊ะ สตูล
ภูมิอากาศ
          จังหวัดสตูล ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดจากประเทศจีนลงมาปกคลุมประเทศไทย และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย
ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู ได้แก่
จังหวัดสตูล ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดจากประเทศจีนลงมาปกคลุม ประเทศไทย และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย  ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู ได้แก่
      ฤดูฝน ช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึงเดือนธันวาคม และฝนตกชุกในระหว่างเดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน 
      ฤดูร้อนมีเพียง 4 เดือน เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน 
 จังหวัดสตูล มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 33.63 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.38 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 35.7 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 และอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 20.0 องศาเซลเซียส วันที่ 23 กพ 2551 ปริมาณฝนตกมากที่สุด
ใน 1 วัน วัดได้ 93  วันที่ 24 ตค 2551
หลีเป๊ะ,สตูล
หลีเป๊ะ สตูล
ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำ
           จังหวัดสตูลมีเนื้อที่ทั้งหมด 2,807.522 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,754,701 ไร่ (นับรวมพื้นที่ที่เป็นส่วนของน้ำทะเล) มีสภาพป่าที่มีความหลากหลายทั้งป่าบกและป่าชายเลน โดยแบ่งพื้นที่ป่าของจังหวัดได้ดังนี้
พื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดสตูล
ในปี 2547 จังหวัดสตูลมีพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 1,259.48 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 787,175 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 50.81 ของพื้นที่จังหวัด (คิดจากเนื้อที่จังหวัด 2,478.98 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,549,363 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่นับรวมพื้นที่ที่เป็นส่วนของน้ำทะเล) แบ่งออกเป็น
- ป่าบก เนื้อที่ จำนวน 912.27 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 570,169 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 36.80 ของพื้นที่จังหวัด
- ป่าชายเลน เนื้อที่ จำนวน 347.21 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 217,007 ไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 14.01 ของพื้นที่จังหวัด
พื้นที่ป่าไม้จากการสงวนป่า
พื้นที่ป่าไม้จากการสงวนป่าแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. ป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดสตูลมีจำนวน 18 ป่า เนื้อที่ประมาณ 729,974.55 ไร่
(รวมพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) แบ่งออกเป็น
- เพื่อการอนุรักษ์ Zone C เนื้อที่ประมาณ 370,842 ไร่
- เพื่อเศรษฐกิจ Zone E เนื้อที่ประมาณ 359,139 ไร่
ลำดับ ชื่อป่าสงวนฯ เนื้อที่ (ไร่) พื้นที่ส่งมอบ
ส.ป.ก. สำรวจถือครอง ปี 2540
ราย/ไร่
1. ป่าควนบ่อน้ำ 400.00 ไร่
2. ป่ากุปังและป่าปุโล๊ต 107,025.00 ไร่
3. ป่าเขาค้อม ป่าเขาแดงและป่าเขาใหญ่ 55,408.00 ไร่
4. ป่าควนกาหลง 11,887.00 ไร่
5. ป่าเขาหมาไม่หยก 13,125.00 ไร่
6. ป่าควนโต๊ะอม ควนขี้หมาและป่าควนท่าหิน 11,306.00 ไร่
7. ป่าหัวกะหมิง 91,643.00 ไร่
8. ป่าดงเชือกช้าง 28,625.00 ไร่
9. ป่าควนบารายี ป่าควนโรงพักและป่าควนสังหยุด 9,687.50 ไร่
10. ป่าพยอมงาม 4,187.50 ไร่
ลำดับ ชื่อป่าสงวนฯ เนื้อที่ (ไร่) พื้นที่ส่งมอบ
ส.ป.ก. สำรวจถือครอง ปี 2540
ราย/ไร่
11. ป่าตระ ป่าห้วยหลอดและป่าเขาขุมทรัพย์ 93,750.00 ไร่
12. ป่าควนทังและป่าเขาขาว 23,619.00 ไร่
13. ป่าห้วยบ่วง ป่าเขาแดงและป่าเขาโต๊ะดู 1,875.00 ไร่
14. ป่าเลนจังหวัดสตูล ตอนที่ 1 89,281.00 ไร่
15. ป่าเลนจังหวัดสตูล ตอนที่ 2 25,950.00 ไร่
16. ป่าเลนจังหวัดสตูล ตอนที่ 3 30593.75 ไร่
17. ป่าเลนจังหวัดสตูล ตอนที่ 4 55,687.00 ไร่
18. ป่าเลนจังหวัดสตูล ตอนที่ 5 75,924.80 ไร่
รวม 729,974.55 ไร่ พื้นที่ส่งมอบ 58,510 ไร่
2. อุทยานแห่งชาติ
จังหวัดสตูลมีอุทยานแห่งชาติ จำนวน 3 แห่ง เนื้อที่ประมาณ 1,241,406.25 ไร่ แบ่งเป็น
- พื้นที่บก เนื้อที่ประมาณ 304,693.75 ไร่
- พื้นที่น้ำ เนื้อที่ประมาณ 936,712.50 ไร่
อุทยานแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดสตูล มีจำนวน 3 แห่ง ได้แก่
* อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เนื้อที่ 196 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 122,500 ไร่
* อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เนื้อที่ 1,490 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 931,250 ไร่
* อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เนื้อที่ 494.38 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 308,987 ไร่
(พื้นที่จังหวัดตรัง-สตูล) สำหรับท้องที่จังหวัดสตูลมีเนื้อที่ประมาณ 187,656.25 ไร่
3. วนอุทยาน
จังหวัดสตูลมีวนอุทยาน จำนวน 1 แห่ง เนื้อที่ 17.72 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 11,077.25 ไร่ ได้แก่ *วนอุทยานธาราสวรรค์ อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอควนกาหลง
4. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
จังหวัดสตูลมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 2 แห่ง ได้แก่
* เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เนื้อที่ 1,266.96 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 791,847 ไร่
(พื้นที่จังหวัดตรัง-พัทลุง-สงขลา-สตูล) สำหรับท้องที่จังหวัดสตูล มีเนื้อที่ประมาณ
88,250.00 ไร่
* เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เนื้อที่ 181.95 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 113,721 ไร่
(พื้นที่จังหวัดสงขลา-สตูล) สำหรับท้องที่จังหวัดสตูล มีเนื้อที่ประมาณ 49,243.00 ไร่
5. เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
จังหวัดสตูลมีเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง เนื้อที่ 20.43 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ
12,770 ไร่ ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองปลักพระยาและเขาระยาบังสา (พื้นที่เป็นภูเขา เนื้อที่12,500.00 ไร่
พื้นที่เป็นหนองน้ำ เนื้อที่ 270.00 ไร่)
ตารางที่ 2 แสดงเขตวนอุทยาน/ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า /เขตห้ามล่าสัตว์ป่าของจังหวัด
สตูล
ลำดับ ชื่อวนอุทยาน/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า/เขตห้ามล่า เนื้อที่ (ไร่)
1. วนอุทยานธาราสวรรค์ 11,077.25
2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด 88,250.00
3. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 49,243.00
4. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองปลักพระยาและเขาระยาบังสา 12,770
ที่มา: สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูล, 2549
6.ทรัพยากรน้ำ
แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่
- คลองละงู ความยาวประมาณ 73.44 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่บริเวณเทือกเขาด้านใต้ของจังหวัดตรังและสงขลา ไหลมาทางด้านเหนือของจังหวัดตามแนวเส้นแบ่งเขตอำเภอละงูและอำเภอควนกาหลง ความยาวประมาณ 47 กิโลเมตร ไหลมาบรรจบกับคลองปากบารา
- คลองมำบัง ต้นน้ำมีอยู่บริเวณเทือกเขาระหว่างอำเภอควนกาหลงและอำเภอควนโดน
- คลองบาราเกต ความยาวประมาณ 44.58 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่บริเวณเขาสามยอด ดอนสีเดน ไหลผ่านอำเภอควนกาหลงเข้าสู่อำเภอท่าแพ และไหลออกสู่ทะเลบริเวณปากอ่าวเกาะแดง
- คลองลำโลนน้อย ความยาวประมาณ 15.17 กิโลเมตร มีต้นน้ำอยู่บริเวณเขาเขียว เขาไคร เขาโต๊ะไหลผ่านเขตอำเภอควนกาหลง มาบรรจบกับคลองละงูที่บ้านตาแหลม เป็นคลองที่มีสายน้ำไหลตลอดทั้งปี
- คลองท่าจีน ความยาวประมาณ 33.96 กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดบริเวณเทือกเขาติดกับประเทศมาเลเซีย เขตอำเภอเมืองสตูล คลองสายนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมือง ไหลออกสู่ทะเลบริเวณอ่าว ท่าจีน
• ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
7.ป่าชายเลน
พื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัด
สตูล
จังหวัดสตูล มีพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งสามารถพบได้ในเขตอำเภอที่ติดชายฝั่งทะเล ได้แก่ อำเภอ ทุ่งหว้า อำเภอละงู อำเภอท่าแพและอำเภอเมือง มีเนื้อที่ประมาณ 217,007 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 12.37 ของพื้นที่จังหวัด

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2524 มีการกำหนดป่าชายเลนของจังหวัดสตูลออกเป็น 5 ป่า คือ
- ป่าชายเลน จ.สตูล ตอนที่ 1 อยู่ในเขต อ.ทุ่งหว้า, อ.ละงู
- ป่าชายเลน จ.สตูล ตอนที่ 2 อยู่ในเขต อ.ละงู , อ.เมือง
- ป่าชายเลน จ.สตูล ตอนที่ 3 (ป่าปาเต๊ะ-ป่ากลัดจูด) อยู่ในเขต อ.เมือง
- ป่าชายเลน จ.สตูล ตอนที่ 4 (ป่าเจ๊ะบิลัง-ป่าตันหยงโป-ป่าตำมะลัง) อยู่ในเขต อ.เมือง
- ป่าชายเลน จ.สตูล ตอนที่ 5 อยู่เขต อ.เมือง

8 ทรัพยากรแร่ธาตุ
         สภาพทางธรณีวิทยาของจังหวัดสตูล มีชั้นหินที่อายุแตกต่างกันหลายยุค ทำให้มีการพบแหล่งแร่ และแร่ที่สำคัญหลายชนิดด้วยกัน เช่น แบไรต์พบบริเวณอำเภอทุ่งหว้า และอำเภอควนกาหลง พลวงพบบริเวณอำเภอควนกาหลง และอำเภอละงู ดีบุกพบบริเวณอำเภอควนโดนและอำเภอควนกาหลงนอกจากนั้นยังพบแร่อื่นๆ อีกหลายชนิด เช่นถ่านหิน หินปูน และวุลแฟรม เป็นต้น
จังหวัดสตูลมีเหมืองแร่ที่มีสัมปทานและเปิดทำการ 2 แห่ง ได้แก่ เหมืองของ นายลำพูน กองศาสนะ และ หจก.เรืองกูลศิลาทอง (ของนายชยุติพงศ์ เรืองกูล) คนงานรวม 55 ราย รายได้จากค่าภาคหลวงแร่และค่าธรรมเนียมแร่ จำนวนทั้งสิ้น 2,060,268.27 บาท แร่ธาตุที่สำคัญ คือ หินอุตสาหกรรม ชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างตำบลทุ้งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล
 
งานประเพณีสำคัญของจังหวัดสตูลที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่
1) งานแข่งขันว่าวประเพณีจังหวัดสตูล ในปี พ.ศ. 2519 หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จสิ้น โดย
กำหนดเอาสนามบินจังหวัดสตูลเป็นสนามแข่งขันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดแข่งขัน 3 ประเภท 
คือว่าวเสียงดัง ว่าวขึ้นสูง และว่าวสวยงาม โดยจัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2519 มีว่าว
เข้าแข่งขันประมาณ 50 ตัว และได้มีการจัดการแข่งขันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
 
ว่าวประเพณี,สตูล
ว่าวประเพณี สตูล
ว่าวประเพณี,สตูล
ว่าวประเพณี สตูล

2) พิธีนิกะฮ์หรือพิธีกินเหนียว (พิธีการสมรส) ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม การนิกะฮ์ หมายถึงการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เพื่อเป็นสามี ภรรยากัน โดยพิธีสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม

พิธีนิกะฮ์,สตูล 
พิธีนิกะฮ์ สตูล
พิธีนิกะฮ์,สตูล
 พิธีนิกะฮ์ สตูล

3) งานเทศกาลถือศีลกินเจ จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ณ ศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เทศกาลกินเจเป็นความเชื่อของชาวจีนที่ถือเอาวันที่ 1 เดือน 9 ของทุกปี

เทศการถือศีลกินเจ,สตูล
 งานเทศกาลถือศีลกินเจ สตูล
เทศการถือศีลกินเจ,สตูล
งานเทศกาลถือศีลกินเจ สตูล
4) งานประเพณีลอยเรือของชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนพฤศจิกายน และได้กระทำกันมานานแล้ว ผู้ริเริ่ม คือ “โต๊ะฮีหลี” ซึ่งชาวเลถือว่าเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญ เพราะเป็นผู้บุกเบิกเกาะนี้เป็นคนแรก และเป็นที่เคารพนับถือของชาวเลเป็นอย่างยิ่งในขณะมีชีวิตอยู่
5) พิธีเข้าสุนัต สุนัต มาจากคำว่า สุนนะฮ (สุน – นะฮ) หมายถึง แนวหรือวิถีปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล) ในทุกกระบวนการ การเข้าสุนัตจึงหมายถึง การเข้าสู่ชีวิตตามแบบอย่างของท่านนบีฯ     
6) พิธีถือศิลอด (ถือบวช) เมื่อถึงเดือน “รอมฎอน” หรือเดือนที่ 9 ของปีฮิจเราะฮ์ศักราช (ฮศ) ชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนจะถือศิลอดเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนด 1 เดือนแล้ว ก็เป็นวันออกบวช หรือเรียกกันว่า “วันฮารีรายอ” หรือ “วันอิดิลฟิฏรี”   
7) วันรายอฮัจยี “อิดิลอัฏฮา” เป็นวันตรุษหลัง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดอารเบีย หลังจากนั้นจะร่วมกันกุรบาน (เชือดสัตว์ เช่น โค วัว แพะ และแกะ) เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน สัตว์ที่เชือดจะต้องมีลักษณะสวยงาม มีอวัยวะทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คือไม่พิการหรืออวัยวะไม่สมประกอบ   
วิถีชีวิตของชาวสตูล 
          ลักษณะภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ศาสนา ความเชื่อและสภาพสังคม ล้วน เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของบุคคลในท้องถิ่น โดยเห็นได้จากวิถีชีวิตของชาวสตูลที่มีการประกอบอาชีพประมง เนื่องจากจังหวัดสตูลมีชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ มีการทำหัตถกรรมพื้นบ้านด้วยวัตถุดิบจาก ธรรมชาติที่มีป่าไม้และทรัพยากรมากมาย ลักษณะบ้านเรือนผสมผสานแบบบ้านเรือนท้องถิ่นภาคใต้และ ไทยมุสลิม และความเป็นอยู่ของชาวเลที่เป็นคนท้องถิ่นสตูลกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อเป็นของตนเอง  
การทำประมงของชาวสตูล
จังหวัดสตูลมีพื้นที่ชายฝั่งยาว 144.80 กิโลเมตร มีพื้นที่ทำการประมงประมาณ 434 ตารางกิโลเมตร ระชากรประกอบอาชีพประมงประมาณ 4,675 ครัวเรือน ชาวประมงเหล่านี้ได้ประดิษฐ์เครื่องมือ เพื่อใช้สำหรับประกอบอาชีพอันแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างชัดเจน ได้แก่
เบ็ด เป็นเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง มีหลายลักษณะได้แก่
เบ็ดราว มีเชือกขึงติดกับเสาทั้งสองด้านหรือมีเสาด้านเดียว โดยมีเบ็ดผูกไว้เป็นช่วงสั้น ๆ จนหมดสายเชือก  และมีเหยื่อเกี่ยวไว้ที่ตัวเบ็ดทิ้งไว้ 6 – 12 ชั่วโมงจึงไปกู้หรือเก็บปลาที่ติดเบ็ด
เบ็ดทง เป็นชื่อเรียกอุปกรณ์จับปลาชนิดหนึ่ง โดยใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นคันเบ็ดมีเชือกและตัวเบ็ดผูกไว้ปลายเบ็ด  ซึ่งสามารถไหวตัวอ่อนไปมาได้ใช้จับปลาได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม เหยื่อที่ใช้ คือ ลูกปลาหรือปลาหั่นเป็นชิ้น เล็ก ๆ ปุนปน (กิ้งกือ) ปลาหมึก ไส้เดือน กบ เขียด ฯลฯ
เบ็ดซัด ประกอบด้วยตัวเบ็ดซึ่งผูกติดกับเชือกเอ็น ยาวประมาณ 30 – 50 เมตร วิธีการใช้ นำเหยื่อมาเกี่ยวกับ ตัวเบ็ดและขว้างลงไปในแม่น้ำลำคลอง โดยใช้ปลายเชือกผูกติดกับกับหลักหรือเสาส้อน เป็นเครื่องมือ ดักสัตว์น้ำ มีลักษณะทำจากซี่ไม้ไผ่ หรือทางกะพ้อ หรือทางจาก ยึดด้วยเชือกหรือหวายเป็นทรงกระบอกรูป
ทรงคล้ายไซ แต่ขนาดเล็กกว่า และใช้ดักปลาตรงที่มีน้ำไหล เช่น คู หรือร่องน้ำหรือบริเวณคันนา
โป๊ะ เป็นการจับปลาอีกวิธีหนึ่ง โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นคอก เปิดช่องทางให้ปลาไหลเข้าไปแล้วใช้อวนดัก เป็นวิธีการที่อาศัยธรรมชาติของลม เมื่อลมพัดทำให้เกิดคลื่น คลื่นทำให้ไม้ไผ่ที่ปักไว้เป็นคอกดักปลานั้นเกิดการ สั่นไหว ปลาเห็นแสงและเงาของไม้ไผ่เกิดความกลัวและหลงกล จึงว่ายไปตามช่องทางของโป๊ะที่เปิดไว้ ปลา ก็จะเข้าไปติดอวน การสังเกตธรรมชาติทำให้มนุษย์เกิดภูมิปัญญาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพอีกวิธีหนึ่ง
นอกจากนี้ชาวประมงในจังหวัดสตูลยังได้มีการพัฒนาวิธีการเลี้ยงปลาในกระชังซึ่งนับเป็นแนวทางที่สร้างราย ได้แก่ชาวประมงอีกทางหนึ่ง
การทำภาชนะดินเผาที่อำเภอควนโดน
การทำภาชนะดินเผา ที่กลุ่มเครื่องปั้นดินเผา เลขที่ 9 ถ. วิเศษมยุรา อ. เมือง จ. สตูล มีขั้นตอน และ  วิธีการทำภาชนะดินเผา ตั้งแต่ การนวด ดิน การตีดินเพื่อขึ้นรูป และการปั้นตกแต่งดินให้ได้รูปภาชนะตาม ต้องการ รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ ในการทำภาชนะดินเผา เป็นโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ มีการส่งขาย ต่างประเทศด้วย
การทำฝาขัดแตะ
ฝาขัดแตะ เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ได้รับเข้าเป็นโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ที่ “บ้านค่ายรวมมิตร” อ. ควนกาหลง การทำฝาขัดแตะจัดเป็นการจักสานที่ต้องอาศัยความประณีตบรรจง เพราะนอกจากจะเป็น เรื่องของความแข็งแรงทนทานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสวยงามอีกด้วย วัสดุที่สำคัญ คือ ไม้ไผ่ ไม้ไผ่ที่นิยม กันมากคือไม้ไผ่ผาก มีลักษณะลำต้นสูงสีเขียวไม่มีหนาม ลำต้นโตที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว
การทำซี่ไม้ไผ่
          นำไม้ไผ่ที่เตรียมมาผ่าเป็นซี่ ๆ ขนาดประมาณ 2 ซม. ไม้ไผ่ 1 ท่อน จะผ่าออกได้ 12 ซี่ วิธีผ่าใช้ เครื่องมือสำหรับผ่าไม้ไผ่ เรียกว่า “จำปา” มีลักษณะเป็นรูปกลมเรียงใบมีดเป็นยอดแหลมเหมือนกรวย ระยะ ของใบมีดมีความกว้างกำหนดไว้ตายตัวคือ ประมาณ 2 ซม. ตามขนาดที่ต้องการหลังจากนั้นนำไม้ไผ่มาเหลา ข้อออกและผ่าออกเป็น 2 ซีก ด้านที่อยู่ข้างนอกติดผิวมันมีความแข็งแรงและสวยงาม เรียกว่า “หลังไม้ไผ่” ส่วนซีกที่อยู่ด้านในเรียกว่า “หน้าไม้ไผ่” เวลาสานต้องนำทั้ง 2 ส่วนมาสลับกันจะเห็นลายชัดเจนมาก 
การสาน เมื่อเตรียมวัสดุพร้อมแล้วผู้สานต้องอาศัยความรู้ และความชำนาญ ในการเลือก “ลาย” และการ สาน จึงจะได้งานที่มีความแข็งแรงสวยงาม ลายที่เป็นที่นิยมกัน คือ ลายลูกแก้ว และลายปีกเหยี่ยว เพราะมี ความสวยงามและคงทนมาก ใช้ทำฝาบ้าน นำไปตกแต่งอาคาร เช่น ผนังห้องประชุม ทำฝ้าเพดาน เป็นต้น  การทำฝาไม้ไผ่ในจังหวัดสตูล สามารถทำเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดี เพราะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้ง ภายในจังหวัดสตูล จังหวัดใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศ มาเลเซีย และสิงคโปร์
ซาไก,สตูล
ซาไก สตูล
ซาไก,สตูล
ซาไก สตูล
ซาไก,สตูล
ซาไก สตูล
ซาไก
ซาไก เงาะ หรือ ชาวป่า เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตพื้นที่ อ.ทุ่งหว้า และ อ.ควนโดน กลุ่มคนพวกนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและเดินทางเร่ร่อนไปถึงสมาพันธรัฐมาเลเซีย ชนเผ่าซาไก จัดอยู่ในกลุ่มนิกริโต รูปพรรณสัณฐานทั่วไปค่อนข้างเตี้ย สูงประมาณ 140 – 150 เซนติเมตร หญิงเตี้ยกว่าชาย ผิวเนื้อดำไปทางค่อนข้างสีน้ำตาล กระโหลกศีรษะค่อนข้างกว้าง ผมสีดำหยิก ขมวดกลม เป็นก้นหอย ติดหนังศีรษะหรือหยิกฟูเป็นกระเซิง คิ้วโตดกหนา นัยน์ตาสีดำกลมโต ขนตายาวงอน จมูกแบน ปากกว้าง ริมฝีปากหนา ฟันซี่โต ใบหูเล็ก ท้องป่อง สะโพกแฟบ นิ้วมือ นิ้วเท้าใหญ่ ปัจจุบันซาไกเหลืออยู่เพียง 2 - 3 กลุ่ม เท่านั้น

 ภาษาของชาวซาไก
เป็นภาษาตระกูลคำโดดเช่นเดียวกับภาษาดั้งเดิม สามารถแบ่งกลุ่มได้เป็นสี่ภาษา ได้แก่ กลุ่มแต็นแอ๊น กลุ่มกันซิว กลุ่มแตะเด๊ะ และกลุ่มยะฮายย์ ซึ่งต่างก็มีระบบเสียงคล้ายคลึงกัน มีเฉพาะหน่วยเสียงกับพยัญชนะ ไม่มีระดับเสียงสูงต่ำ และมีจำนวนคำ ที่ค่อนข้างจำกัด เมื่อนำมาผูกเป็นประโยค ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพจน์ หรือกาลแต่อย่างใด ถ้าจดคำได้มากก็จะเรียนพูดได้เร็ว ในปัจจุบัน ซาไกได้มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการยืมคำจากภาษาอื่น ๆ มาใช้ด้วย

 ลักษณะอุปนิสัยของชาวซาไก
โดยปกติจะมีความร่าเริง ชอบความสนุกสนาน ชอบเสียงดนตรี กลัวผี กินเก่ง กินจุ ถ้ามีอาหารอยู่ในมือเหลือเฟือก็จะกินตลอดเวลา ถ้าไม่มีอะไรกินก็ยอมอด มีนิสัยคล้าย ๆ คนเกียจคร้าน ไม่ชอบกักตุน สะสมอาหาร ซาไกผู้ชายชอบสีขาว ส่วนผู้หญิงชอบสีแดง เราจึงมักเห็นซาไกผู้ชายนุ่งผ้าสีแดง ชาวซาไกไม่ชอบอาบน้ำเพราะเชี่อว่าการอาบน้ำชำระร่างกาย จะทำให้กลิ่นป่าหายไปการออกล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารจะไม่ได้ผล ชาวซาไกมีความจำดีช่างสังเกต ชำนาญในการบุกป่าและวิ่งเร็ว

 เครื่องนุ่งห่ม
ซาไกในสมัยก่อนจะแต่งกายด้วยการนุ่งห่มใบไม้เปลือกไม้โดยการนำมาผู้ร้อยเข้าด้วยกัน และนุ่งสั้นแค่เข่า ผู้ชายเปลือยท่อนบน ปกปิดเฉพาะท่อนล่าง ผู้หญิงจะใช้ใบไม้ปิดหน้าอก หรือบางทีก็เปลือยอก ส่วนเด็กจะไม่นุ่งห่มอะไรเลย จนเมื่อได้ติดต่อกับชาวบ้านหรือคนเมืองมาก ขึ้นจึงเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นนุ่งกางเกง กระโปรง สวมรองเท้า แว่นตา เป็นต้น

 ชาวซาไกเป็นพวกเร่ร่อน
ไม่มีที่อยู่อาศัยแน่นอน โดยมากจะอยู่กันเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 20 – 30 คน มักเลือกทำเลสูง ๆ เป็นที่อยู่อาศัย อยู่ใกล้แหล่งน้ำ เมื่อเลือกทำเลได้เหมาะสมกับความต้องการแล้ว จะแผ้วถางบริเวณที่อยู่ที่เรียกว่าทับ ให้โล่งเตียน ทับสร้างขึ้นโดยใช้กิ่งไม้ง่ามเป็นตอม่อ ยกแคร่ขึ้นสูงจากพื้นดิน 1 ศอก แคร่กว้าง 1 ศอกเช่นกัน ถ้าเป็นโสดจะมีแคร่เดียว ถ้าเป็นคู่ สามีภรรยาจะมี 2 แคร่อยู่ใกล้กัน โดยเว้นที่ตรงกลางไว้ หลังคาสร้างแบบเพิงหมาแหงน ใช้เสาสี่ต้น เสาสองต้นหน้าสูงระดับศีรษะ ส่วนสองต้นหลังสูงจากพื้นดินเล็กน้อย ใช้เชือกผู้โครงหลังคา นำใบไม้มามุงแบบง่าย ๆ กันได้เฉพาะแดด ดังนั้น เมื่อถึงฤดูซาไก จะไปอาศัยอยู่ตามเพิงผงโพรงถ้ำต่าง ๆ ซาไกจะหาอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น เผือก มัน ผลไม้ ยอดไม้ ใบไม้ที่กินได้ทุกชนิด รวมถึงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น ค่าง กวาง เก้ง นก หมูป่า ฯลฯ แต่งดการกินเนื้อ ได้แก่ ช้าง เสือ และงู เมื่อล่าสัตว์มาทุกครั้งจะทำพิธีถอนรังควาญทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าสัตว์ ทุกชนิดจะมีวิญญาณสิงอยู่ หากไม่ปัดรังควานวิญญาณของสัตว์อาจจะเข้าสิงร่างกายของผู้ล่าภายหลังได้

 ลักษณะสังคมของซาไก
จะมีการเลือกหัวหน้าขึ้นปกครองดูแล เมื่อหัวหน้าตายลงจะต้องมีการเลือกกันใหม่ ระบบครอบครัวของชาวซาไก นับว่ามีความมั่นคง คู่สามีภรรยาจะอยู่ด้วยกันโดยไม่มีการหย่าร้าง ชายและหญิงที่เป็นเครือญาติกันจะห้ามแต่งงานกันโดยเด็ดขาด สามีทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาภรรยาและบุตร โดยการไปหาอาหารมาให้ ลักษณะสังคมของซาไกจึงคล้ายเป็นสังคมปิด ที่สามีให้ ภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง

  Link ที่เกี่ยวข้อง

เกาะหินงาม,สตูล
ตะรุเตา,หมู่เกาะตะรุเตา,สตูล
 อาดัง,ราวี,เกาะอาดัง,เกาะราวี,สตูล
เกาะไข่,สตูล
เกาะหลีเป๊ะ,สตูล

สุดยอด
 
3 มิถุนายน 2553 18:39 น. ตอบโดย : siwakorn ponharn
สตูล-เมืองธรรมชาติบริสุทธิ์
 
ข้อความ : 
ใส่ Link ที่เกี่ยวข้อง    (เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)
คำอธิบาย Link    (เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)
รูปภาพ : 
  รูปแบบไฟล์ *.jpg, *.gif เท่านั้น จำกัดขนาดไม่เกิน 150 kb (เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)
คำอธิบายรูป  
  คำอธิบายรูป ไม่เกิน 255 ตัวอักษร (เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)
 
  *ยังไม่เป็นสมาชิก  
  >>เชิญสมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ที่นี่<<
จากคุณ :   
อีเมล์ :   
  *สำหรับสมาชิก (ใช้เฉพาะการแสดงความคิดเห็นครั้งนี้เท่านั้น)  
Username :   
Password :